การศัลยกรรมเพื่อการปรับเปลี่ยนให้สวยได้ตามที่ต้องการ

ปัจจุบันมีผู้สนใจทำศัลยกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าที่ได้รับความนิยมสูงมาก คือ การเสริมจมูก และทำตาสองชั้น ซึ่งเป็นการทำศัลยกรรมเพื่อบุคลิกภาพ เน้นเสริม เติม แต่งเพื่อให้บุคลิกดูดีขึ้นเป็นหลักส่งผลให้วงการศัลยกรรมในบ้านเราเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกัน ก็เกิดกรณีและปัญหาต่างๆ มากมาย

การศัลยกรรมเพื่อการปรับเปลี่ยนให้สวยได้ตามที่ต้องการ
การศัลยกรรมเพื่อการปรับเปลี่ยนให้สวยได้ตามที่ต้องการ

ศัลยกรรมดูจะเป็นสิ่งที่ใกล้ตัววัยรุ่นมากขึ้นทุกวัน อย่างข่าวคราวที่เคยได้ยินว่าเด็กหนุ่มวัยยังไม่ถึง 20 ปี เข้ารับการศัลยกรรมไปแล้วถึง 16 ครั้ง ฟังดูน่าตกใจ และยิ่งสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่าการสวยหรือหล่อด้วยเข็มหรือมีดหมอของหนุ่มสาววัยละอ่อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป นอกจากนี้จุดประสงค์ของการศัลยกรรมในวัยรุ่นกับผู้ใหญ่ก็มักแตกต่างกัน ในขณะที่ผู้ใหญ่มักศัลยกรรมเพื่อความอ่อนเยาว์ แต่ในวัยรุ่นนั้นมักทำเพื่อแก้ไขจุดที่ตัวเองไม่พอใจและปรับปรุงรูปร่างหน้าตาให้สวยงามขึ้นกว่าที่เป็น แต่ด้วยวุฒิภาวะที่ยังน้อย จึงเป็นการเสี่ยงที่วัยรุ่นหลาย ๆ คนอาจต้องประสบกับความผิดหวังในผลลัพธ์ที่ได้ เนื่องจากความคาดหวังที่ต้องการไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ตรงจุดนี้จึงเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ที่จะต้องสัมภาษณ์ ซักถามอย่างละเอียด เพื่อตรวจสอบว่าคนไข้วัยรุ่นผู้นั้นมีความเป็นผู้ใหญ่มากเพียงพอ มีความเข้าใจในกระบวนการ และผลต่าง ๆ ทั้งด้านบวกและลบที่จะตามมาจากการศัลยกรรม มีสุขภาพกายและใจที่ปกติดี ไม่มีอาการของโรคบีบีดี ซึ่งหากมีอาการของโรคนี้ การรักษาที่ถูกวิธีน่าจะเป็นการพบจิตแพทย์เสียมากกว่าศัลยแพทย์

นอกจากจะมีความพร้อมทางด้านจิตใจแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีความพร้อมทางด้านร่างกายด้วย ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ว่า ร่างกายของวัยรุ่นนั้นยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ บางส่วนพัฒนามาจนคงที่แล้ว จึงสามารถทำศัลยกรรมได้ แต่บางส่วนก็ยังมีการเปลี่ยนแปลงเติบโตได้ต่อไป ซึ่งไม่เหมาะกับการทำศัลยกรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลที่ได้จะไม่คงที่ และเกิดการบิดเบี้ยวเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

บุคคลอาชีพไหนที่มักจะศัลยกรรมเสริมจมูกมากที่สุด

เสริมจมูก

จุดประสงค์หลักของการทำศัลยกรรมเสริมจมูกนั้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจบนใบหน้าให้กับผู้ที่มีความบกพร่องในเรื่องของใบหน้าที่ไม่เข้ารูป หรือว่าไม่มีความสมดุลเท่าที่ควร เพื่อความดูดีและมั่นใจในการที่จะเผชิญหน้ากับผู้อื่นได้ แต่ในการเสริมจมูกนั้นใช่ว่าคนที่มีปัญหาเรื่องความบกพร่องบนใบหน้าจะทำกันทุกคนเสมอไป สำหรับบางคนที่มีปัญหาในเรื่องของใบหน้าก็เลือกที่จะไม่ต้องศัลยกรรม ซึ่งเหตุผลของแต่ละคนนั้นก็ขึ้นอยู่ความชอบและการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน รู้หรือไม่ว่าบุคคลอาชีพไหนที่มักจะศัลยกรรมเสริมจมูกมากที่สุด

1. ดารา นักแสดง นักร้อง พริตตี้ อาชีพเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะต้องมีบุคลิกภาพที่ดูดีเพื่อความน่าสนใจและเป็นจุดเด่นในการดึงดูดสายตาใครต่อใครได้ เหล่าดารา นักแสดง ต่างก็ต้องออกกล้องเป็นประจำอยู่แล้ว การดูแลตัวเองจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งเรื่องของรูปร่าง ผิวพรรณ และจุดเด่นที่สุดอย่างใบหน้า เมื่อเกิดจุดบกพร่องตรงที่ใดก็ตามการแก้ไขให้ดูดีขึ้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หลังจากการทำศัลยกรรมจมูกแล้ว อาชีพที่ต้องใช้รูปร่างหน้าตาเป็นเครื่องทำมาหากิน มักจะสามารถสร้างเงินสร้างรายได้ให้กับพวกเขาอย่างมหาศาล
2. วัยรุ่น นักศึกษาหญิง ไม่น่าเชื่อว่าวัยรุ่นอายุช่วงนี้จะฮิตการทำศัลยกรรมจมูกมาก อาจจะไม่ได้ใช้ความสวยงามบนใบหน้าในการทำงานมากนัก แต่ว่ามนจะช่วยเสริมบุคลิกภาพที่ดูดี จะสังเกตได้ว่าตอนนี้วัยรุ่นหญิงอายุประมาณ20-27ปีจะทำศัลยกรรมมากที่สุด เป็นช่วงที่ร่างกายพร้อม บรรลุนิติภาวะเรียบร้อยแล้วสามารถที่จะตัดสินใจด้วยตัวเองได้

จากข้อมูลเล็กๆน้อยๆจากทางการแพทย์ที่ทำศัลยกรรมให้กับคนไทยนั้น ในหนึ่งปีมีคนตัดสินใจทำศัลยกรรมจมูกมากกว่าหมื่นราย ซึ่งเทคโนโลยีสมัยนี้ก็ทำดีและก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ หลายคนตัดสินใจกล้าๆกลัวๆที่จะทำ แต่ทุกครั้งสำหรับการทำศัลยกรรมเสริมจมูกจะต้องมีการสอบถามประวัติและความพร้อมของผู้ที่จะทำด้วย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดและอาจจะทำให้สาวๆคนไหนที่อยากทำคลายความกังวลลงไปได้บ้าง ซึ่งสถานเสริมความงามสำหรับการทำศัลยกรรมเสริมจมูกนั้น ในเมืองไทยตอนนี้มีอยู่มากมายให้ได้เลือกเข้าไปใช้บริการ จำนวนผู้คนที่เข้าไปใช้บริการนั้นก็มีจำนวนที่ต่างกัน แต่เชื่อว่าหมอไทยสมัยนี้เก่งพอที่จะรองรบคนจำนวนมากที่ฮิตการทำศัลยกรรมเสริมจมูกกันมากขึ้น ต่างคนต่างอาชีพต่างการดำเนินชีวิต เหตุผลหลากหลายในการตัดสินใจที่จะทำศัลยกรรมเพื่อให้ตัวเองนั้นดูดี สถานเสริมความงามที่แข่งกันเปิดขึ้นในปัจจุบันนี้ก็ต้องดูแลในเรื่องของการบิการกันมากขึ้น เพราะว่าผู้คนมีทางเลือกที่จะเข้ารับบริการได้

การเสริมคางเพื่อช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวขึ้นและรับกับใบหน้าเดิม


จมูกและคาง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หน้าเรียวสวย หรือมีจุดเด่น ไม่แพ้กัน ใบหน้าที่สวยความยาวจากปลายคิ้วถึงปลายจมูก ควรจะพอๆกับระยะจากปลายจมูกถึงคาง ถ้าจมูกโด่งสวยแต่คางเล็ก ใบหน้าจึงไม่สวย ดังนั้น เสริมคาง จะมีประโยชน์ในกรณีที่คางเล็ก หรือไม่รับกับจมูก หลังเสริมคางจะทำให้ใบหน้าดูเรียวยาว เป็นรูปไข่ การเสริมใช้ซิลิโคน ซึ่งมีหลายขนาด เล็ก กลาง ใหญ่

การทำศัลยกรรมเสริมคางสามารถที่จะช่วยปรับแต่งรูปหน้าให้ดูดีขึ้นได้ เช่น รูปคางดูนูนขึ้น รูปคางกว้างขึ้น หรือทำให้รูปคางดูยาวขึ้น โดยปกติใบหน้าของคนเราจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 คือ ส่วนบนคือส่วนของหน้าผาก ส่วนที่ 2 คือ ส่วนกลางคือส่วนทั้งหมดที่อยู่ต่ำกว่าส่วนที่ 1 (หน้าผาก) และอยู่เหนือส่วนที่ 3 (จมูกลงมา) ส่วนที่ 3 คือ ส่วนล่างคือส่วนที่อยู่ต่ำกว่าจมูกลงมา สำหรับผู้ที่มีใบหน้าสวยนั้น ใบหน้าที่ 3 ส่วนจะมีสัดส่วนที่เท่ากัน

การศัลยกรรมเสริมคาง เป็นหนึ่งในศัลยกรรมการปรับแต่งรูปใบหน้า คนเอเชียและคนไทยส่วนใหญ่มักจะพบกับปัญหาคางตัด รูปใบหน้าเป็นหน้าเหลี่ยมและคางสั้น การทำศัลยกรรมเสริมคางจะสามารถช่วยเติมเต็มรูปร่างของคาง เพราะรูปขนาดของคางนั้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารกำหนดมิติของใบหน้าส่วนล่าง เช่น บางคนมีรูปคางสั้น บางคนมีรูปคางเล็ก บ้างคนมีรูปคางไม่มีความนูนหรือรูปคางร่นมาด้านหลัง จึงทำให้ใบหน้าดูกลมและหน้าสั้น คออาจจะดูมีเนื้อเยอะ ซึ่งทำให้มีรูปลักษณ์ที่ไม่สวยงาม และปัญหาเหล่านี้สามารถที่จะแก้ไขได้ โดยการเสริมคางเพื่อทำให้สามารถมองเห็นรูปคางได้อย่างชัดเจน ใบหน้าส่วนล่างก็จะแลดูมีมิติ และสมดุลสมบูรณ์ดี

ใครเหมาะที่จะทำศัลยกรรมเสริมคาง
– การทำศัลยกรรมเสริมคางอาจจะไม่ดีเสมอไป สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องคางหลบหรือคางสั้น ผู้ที่เหมาะสมที่จะทำการศัลยกรรมเสริมคาง ยังต้องมีองค์ประกอบไปด้วย
– โครงสร้างส่วนของฟันและฟันกรามที่จะต้องมีความแข็งแรง และสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงร่างกายจะต้องมีภูมิต้านทาน เพื่อที่จะป้องกันอาการอักเสบหรืออาการติดเชื้อได้ในภายหลังการทำศัลยกรรมเสริมคางด้วย
– ในบางกรณีนอกจากศัลยกรรมเสริมคางแล้ว แพทย์อาจจะพิจารณาให้ผู้ป่วยควรที่จะปรับแก้ไขรูปหน้าส่วนล่างร่วมด้วย โดยการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มให้รูปคางชัดเจนและสวยงามมากยิ่งขึ้น

การร้อยไหมแบบ PDO Spring เทคโนโลยีการแพทย์เพื่อความงาม

อีกเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อความงามกับการร้อยไหมแบบ PDO Spring หรือ การบิดไหมให้เป็นเกลียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยกกระชับใบหน้า ด้วยอายุที่มากขึ้น ทำให้ผิวหน้าที่เคยเต่งตึงเกิดการหย่อนคล้อย แต่ปัจจุบันวิวัฒนาการทางการแพทย์ด้านศัลยกรรมความงามช่วยแก้ไขได้ หนึ่งในวิธีคืนความเต่งตึงให้ใบหน้าก็คือ “การร้อยไหม” เพื่อยกกระชับผิว ซึ่งหลายคนคุ้นหูกันดี แต่วันนี้การร้อยไหมมีวิวัฒนาการก้าวล้ำขึ้น ด้วยเทคนิคใหม่มากจากประเทศเกาหลี ก็คือ “การร้อยไหมสปริง-ไหมเกลียว” สำหรับวิธีการยกกระชับ โดยเฉพาะใบหน้านั้น ยุคแรกๆ เป็นการผ่าตัดยกกระชับ ต่อมาพัฒนาเป็นการยกกระชับโดยใช้คลื่น RF แล้วจึงมีการยกกระชับด้วยการใช้เส้นไหม เรื่องการร้อยไหม ในยุคแรกจะใช้ไหม Aptos Threads เป็นไหม ที่มีฟันปลาเล็กๆ อยู่ตลอดเส้นเพื่อดึงรั้งเนื้อใต้ผิวหนังให้ตึงขึ้น จัดเป็นกลุ่มเส้นไหมที่ไม่ละลาย เข็มที่ใช้มีขนาดใหญ่ ขณะทำจะเจ็บมาก หลังทำจะมีรอยฟกช้ำมาก และมักจะเกิดปัญหาในระยะยาวได้ เช่นนานๆ ไป แง่งไหมอาจจะโผล่ออกมาจากผิวหนังให้เห็นและต้องผ่าออก หรือเมื่อฟันปลาหลุดออกในตอนอายุมากขึ้น ก็จะทำให้ไหมไม่ดึงหน้าให้ตึงได้ผลตามต้องการ และต่อมาจึงมีการยกกระชับด้วย ไหมทองคำ (Gold Thread) แม้จะมีข้อดีที่เกิดรอยช้ำหลังทำน้อยกว่า แต่มีข้อเสียที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก และทำได้เฉพาะบางตำแหน่ง เช่น ใบหน้า คอ แขนเท่านั้น หลังทำต้องเลี่ยงการสัมผัสความร้อนหรือทำทรีทเม้นต์ต่างๆ ที่ใบหน้า ที่สำคัญการร้อยเส้นไหมทองคำ หากเกิดความผิดพลาด ต้องผ่าตัดเอาไหมออก และอาจจะมีปัญหาสำหรับผู้ที่แพ้โลหะ เป็นต้น

เมื่อพบข้อด้อยต่างๆ วิวัฒนาการทางการร้อยไหมจึงหันมาใช้ ไหมละลาย หรือที่เรียกว่า Polydioxanone เรียกสั้นๆ ว่า PDO อยู่ได้นานราว 12-18 เดือน แล้วละลายไปในผิวหนัง ไม่ทิ้งสิ่งตกค้าง ที่สำคัญไหมพวกนี้เป็นไหมชนิดเดียวกับที่แพทย์ใช้เย็บแผล เย็บหลอดเลือดหัวใจ จึงมีความปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

สำหรับไหมละลายที่ใช้ร้อยดึงหน้าตึงมีหลายแบบ แต่ใช้หลักการร้อยไหมเดียวกัน คือ
1. แนวแรกจะร้อยแนวเดียวกับกล้ามเนื้อ
2. แนวที่สองจะร้อยตั้งฉากกับแนวแรก

การร้อยเช่นนี้จะทำให้เกิดการสานกันเป็นร่างแห เมื่อเกิดการสานกันก็จะเกิดแรงดึง หลายๆ แรงดึงจะเกิดเป็นแรงยก ฉะนั้นการใช้จำนวนเส้นไหมยิ่งมาก ยิ่งทำให้เกิดการสานและสร้างแรงดึงได้มากขึ้น การร้อยมักใช้ไหมตั้งแต่ 20 เส้นขึ้นไป บางคนใช้ 40 – 60 เส้น ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวที่หย่อนคล้อย แต่อย่างไรก็ตาม ผิวหนังบริเวณที่มีการร้อยไหมเข้าไปจะเกิดการสร้างคอลลาเจน และหลอดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนังนั้น จึงช่วยให้ผิวเต่งตึงขึ้น ไหมเส้นหนึ่งๆ จะมีขนาดเล็กมาก และไม่ยาวมากนัก โดยแต่ละเส้นจะมีขนาดตั้งแต่ 3-9 cm เท่านั้นเอง ดังนั้นถ้าทาทั้งหน้าและลำคอ อาจต้องใช้มากถึง 100-150 เส้นเลยทีเดียว วิธีการนี้ถือว่าปลอดภัยที่สุดถ้าเทียบกับไหมแบบอื่นๆ

ทว่าการร้อยไหม PDO แบบเส้นตรงเรียบๆ สามารถทำให้ผิวยกกระชับเต่งตึงขึ้นได้เพียง 20-60% ล่าสุดเทคนิคใหม่จากเกาหลีมีการใช้ไหม PDO แบบที่มีเงี่ยง หรือแบบที่เป็นเกลียว ซึ่งนิยมเรียกว่า “ไหมสปริงไหมเกลียว” เพราะลักษณะของไหมที่มีเงี่ยง สปริง หรือเกลียว จะช่วยเพิ่มแรงดึงที่ผิวได้มากยิ่งขึ้น เมื่อร้อยเข้าไปในผิวหนัง ก็จะเหมือนกับการใช้มือรั้งดึงผิวให้ยกได้มากยิ่งขึ้น หลังทำจึงเห็นผลได้ชัดเจนกว่าการร้อยไหม PDO แบบเรียบๆ ที่สำคัญไหมเงี่ยง ไหมเกลียว ทาง อย.เกาหลีรับรองความปลอดภัยอยู่แล้ว ที่เกาหลีจึงนิยมร้อยไหม PDO แบบไหมเงี่ยง ไหมเกลียวกันมาก

สำหรับการร้อยไหมเพื่อดึงให้ใบหน้าตึงกระชับ ก่อนการร้อยไหม แพทย์จะแปะยาชาบริเวณที่จะร้อยไหม ใช้เวลาโดยรวมราวครึ่งชั่วโมง และเนื่องจากการร้อยไหมนั้นใช้เข็ม หลังทำจึงทำให้เกิดการบวมช้ำซึ่งไม่มากเท่าไหร่ และถือเป็นเรื่องปกติ ราว 3-4 วัน จะหาย หลังเสร็จจากการร้อยไหมแล้ว ยังสามารถล้างหน้า แต่งหน้าได้ ไม่ต้องพักฟื้น และวันรุ่งขึ้นก็สามารถไปทำงานได้